Skip to content

เห็ดหลินจือกับ Hiv

          ถั่งเช่า

เห็ดหลินจือช่วยบำบัดผู้ติดเชื้อ HIV

เห็ดหลินจือ HIVGanoderma lucidum หรือชื่อที่รู้จักดีก็คือ เห็ดหลินจือ หรือ Reishi (เรอิชิ) เป็นหนึ่งในสารที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดและการใช้ในงานทางเภสัชวิทยาในการต้านเชื้อรา เชื้อไวรัส ชนิดต่างๆ อย่างมากมาย พบได้ในประเทศแถบเอเชีย มันถูกใช้ในการรักษาและป้องกันมาตั้งแต่สมัยโบราณราชวงศ์จีนสมัยก่อน และจึงแพร่หลายใช้ทั่วไปในเวลาต่อมากว่า 2000 ปี แล้ว

คณะแพทย์ไทยจากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ได้รายงานผลการวิจัยการใช้เห็ดหลินจือที่ได้ผลในการเพิ่มภูมิคุ้มกันในผู้ป่วยโรคเอดส์ ในที่ประชุมโรคเอดส์นานาชาติครั้งที่ 8 ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองอัมสเตอร์ดัมประเทศเนเธอร์แลนด์  เห็ดหลินจือที่มาจากประสิทธิภาพและศักยภาพในการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันซึ่งจะมีส่วนช่วยเสริมสร้างและสนับสนุนระบบภูมิคุ้มกันโดยรวมของร่างกาย ซึ่งมีผลมาจากสารประกอบสำคัญกว่า 200 ชนิดที่อยู่ในดอกเห็ด  เส้นใย สปอร์ ของเห็ดหลินจือได้แก่สาร โพลิแซคคาไรด์ (polysaccharide), โพลิแซคคาไรด์ เปปไทด์ คอมเพล็กซ์ (polysaccharide-peptide complex), บี-กลูแคน (β-glucans), เลคติน (lectins), เยอร์มาเนียม (organic germanium), อีดีโนซิน (adenosine), ไตรเตอปีน (triterpenoids) และ นิวคลิโอไซด์ (nucleosides)

เห็ดหลินจือ HIVเห็ดหลินจือช่วยดูแลผู้ติดเชื้อ HIV ได้อย่างไร

  • เห็ดหลินจือมีฤทธิ์ในการยับยั้งเชื้อ HIV –1 ได้ผลดี
  • เห็ดหลินจือช่วยต้านเชื้อฉาบฉวยต่างๆ
  • เห็ดหลินจือช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกัน ช่วยในการเพิ่ม CD4
  • เห็ดหลินจือช่วยลดอาการอ่อนเพลียเรื้อรังจากโรคเอดส์
  • เห็ดหลินจือช่วยลดอาการแพ้ตุ่มผื่นคันตามผิวหนัง
  • เห็ดหลินจือ สามารถรับประทานในปริมาณที่มาก และในระยะยาว ก็ไม่มีสารตกค้าง ไม่มีผลข้างเคียง

สารสำคัญที่พบในเห็ดหลินจือ

โรคมะเร็ง

 
ผลงานวิจัย เห็ดหลินจือกับ HIV

  • สารสำคัญในเห็ดหลินจือโพลีเซ็คคาร์ไรด์ (Polysaccharide) ทำหน้าที่กระตุ้นการทำงานของเม็ดเลือดขาวชนิด บี-เซลล์ (B-Cells) และ ที-เซลล์ (T-Cells) ทำให้เกิดการเพิ่มขึ้นของสาร อิมมูโนโกลบูลิน (Immunoglobulin)และสารอินเตอร์ลิวคิน (lnterleukin ) มีผลในการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบภูมิคุ้มกันโรค (lmmunomodulation)เมื่อทำการทดลองในสัตว์ก็ พบว่าความสามารถในการปรับปรุงระบบภูมิคุ้มกันนี้ มีผลต่อเนื่องในการต่อต้านสารแพ้( Antiallergy ) และการต่อต้านเชื้อไวรัส (Antivirus ) นอกจากนี้ยังมีข้อมูลทางการแพทย์ในปี พ.ศ. 2533 คณะแพทย์ไทยจากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ได้รายงานผลการวิจัยการใช้เห็ดหลินจือที่ได้ผลในการเพิ่มภูมิคุ้มกันในผู้ป่วยโรคเอดส์ ในที่ประชุมโรคเอดส์นานาชาติครั้งที่ 8 ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองอัมสเตอร์ดัมประเทศเนเธอร์แลนด์
  • งานวิจัยที่ทำโดย  El-Mekkawy และทีมงาน (1998)  มีการทดสอบสารหลายอย่างที่พบได้ในเห็ดหลินจือ (el-Mekkawy S, et al. Anti-HIV-1 and Anti-HIV-1-protease substances from ganoderma lucidum. Phytochemistry Nov 1998;49(6):1651-57) ซึ่งการวิจัยพบว่าเห็ดหลินจือสามารถในการลดการติดเชื้อไวรัส HIV ได้สูงสุดถึงร้อยละ 50 ซึ่งเห็ดหลินจือนี้ถูกใช้เพื่อบำบัดอาการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับ HIV ป้องกันไม่ให้ภูมิคุ้มกันเสียและร่างกายติดเชื้อสู่ภาวะโรคเอดส์ และเห็ดหลินจือช่วยลดอาการอ่อนเพลียเรื้อรังจากโรคเอดส์  โดยการศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายความสัมพันธ์ระหว่างสารประกอบตัวหนึ่งในเห็ดหลินจือ นั่นก็คือกรด Ganoderic กับ ไวรัส HIV-1 protease

    ผลทางชีวภาพของกรด Ganoderic ในเห็ดหลินจือนอกจากสามารถต้านเชื้อ HIV ได้แล้ว ยังสามารถ ลดความดันโลหิต ลดน้ำตาลในเลือด ลดเบาหวาน ต่อต้านสารพิษที่มีต่อตับ ป้องกันการอักเสบ ยับยั้งการปล่อยสารฮีสตามีนต้นเหตุของการแพ้ ลดไขมัน แก้ปวด ต่อต้านอนุมูลอิสระ ชะลอวัยต้านความชรา

  • El-Mekkawy ร่วมกับคณะทำงานได้ทดลองสารประกอบในเห็ดหลินจือที่มีฤทธิ์ในการลดการแพร่กระจายเชื้อเอชไอวี และ HIV protease (เอนไซม์) พวกเขาพบสารประกอบที่มีในเห็ดหลินจือ มีชื่อว่า กาโนเดริค (ganoderic acid) A, B, C1, H และ α  พบว่าสารGanoderic เป็นสารในเห็ดหลินจือปฏิกิริยาต้านเชื้อ HIV-1 protease ซึ่งงานวิจัยชี้ให้เห็นถึงศักยภาพอย่างมากของเห็ดหลินจือในการรักษาเอชไอวีจากสารตัวนี้ และหากมีการทดลองด้วยแบบจำลองต่างๆเพื่อเก็บข้อมูลต่อไปก็อาจเป็นการได้ข้อมูลเชิงลึกใหม่ๆ เกี่ยวกับ Ganoderic acid B มากขึ้น

    ข้อมูลอ้างอิง

    1. Interaction of ganoderic acid on HIV related target: molecular docking studies

    Bioinformation. 2011; 7(8): 413–417.

    Published online 2011 December 21.

    http://pubmedcentralcanada.ca/pmcc/articles/PMC3280442/

    2. el-Mekkawy S, et al. Anti-HIV-1 and Anti-HIV-1-protease substances from ganoderma lucidum. Phytochemistry Nov 1998;49(6):1651-57.